การทำสีพวงกุญแจโลหะในปัจจุบันมีหลายกรรมวิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะให้ผิวสัมผัส ความทนทาน และความสวยงามที่แตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้🗝️
รู้จักสีของพวงกุญโลหะ มีอะไรบ้าง
1. การชุบโลหะ
เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับทำพวงกุญแจ คือกระบวนการใช้ กระแสไฟฟ้า ดึงอนุภาคโลหะมาเกาะบนผิวชิ้นงาน (Electroplating) เพื่อเพิ่มความสวยงามและกันสนิม
✔ สีที่ทำได้ : ทอง (Shiny Gold), เงิน (Nickel/Silver), ทองแดง (Copper), บรอนซ์ (Bronze), และสีดำเงา (Black Nickel)
✔ ผิวสัมผัส : เลือกได้ทั้งแบบเงา หรือแบบด้าน/ปัดทราย และแบบรมดำ เพื่อให้ดูวินเทจ
โดยรายละเอียดเชิงลึกแบ่งตามหมวดย่อยได้ดังนี้
1.1 แบ่งตาม "ประเภทวัสดุที่ใช้ชุบ" (Finish Colors)
- การชุบนิกเกิล/เงิน (Nickel/Silver Plating) : ให้สีเงินแวววาว เป็นสีมาตรฐานที่ราคาประหยัดและทนทานที่สุด
- การชุบทอง (Gold Plating) : ใช้ทองจริงหรือสารสังเคราะห์สีทอง มีตั้งแต่ทอง 14K ไปจนถึง 24K ให้ความหรูหรา
- การชุบโครเมียม (Chrome Plating) : สีจะออกขาวและเงากว่านิกเกิล มีความแข็งแรงและทนต่อการขีดข่วนได้ดี
- การชุบทองแดง/ทองเหลือง (Copper/Brass Plating) : ให้โทนสีส้มอิฐหรือสีเหลืองทองแดง นิยมใช้เป็นชั้นรองพื้นก่อนชุบสีอื่น หรือใช้เป็นสีพื้นฐานของงานวินเทจ
- การชุบนิกเกิลดำ (Black Nickel) : ให้สีดำที่มีความเงาวาวเหมือนกระจกสีชา (Gunmetal)
1.2 แบ่งตาม "ลักษณะผิวสัมผัส" (Surface Texture)
- แบบเงา (Shiny/Polished) : ขัดผิวโลหะจนเรียบกริบก่อนชุบ ให้ความรู้สึกใหม่และสะท้อนแสง
- แบบด้าน (Matt/Satin) : ใช้การพ่นทราย (Sandblasting) หรือแปรงผิว (Brushed) ก่อนชุบ เพื่อลดการสะท้อนแสง ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย ดูทันสมัยและมีราคา
- แบบรมดำ (Antique Finish) : หลังจากชุบสีพื้น (เช่น ทองหรือเงิน) จะนำไปชุบสารเคมีให้ดำ แล้ว “ปัดออก” ตามขอบเพื่อให้ดูเก่า มีมิติ ลวดลายจะเด่นชัดมาก
1.3 แบ่งตาม "เทคนิคการชุบพิเศษ" (Advanced Techniques)
- การชุบสองสี (Two-Tone Plating) : เป็นเทคนิคขั้นสูงที่ต้องใช้การ “Masking” (ปิดพ่น) ส่วนที่ไม่ต้องการ แล้วชุบสีที่สองลงไป เช่น ตัวพวงกุญแจสีเงินแต่โลโก้สีทอง
- การชุบแบบพ่นทรายเฉพาะจุด (Sandblast + Polished) : พื้นผิวส่วนหนึ่งจะเนียนละเอียดแบบเม็ดทราย ในขณะที่ส่วนนูนจะเงาวาว ช่วยให้ดีไซน์ดูมีมิติสูง
- การชุบเลียนแบบโลหะมีค่า (Imitation Plating) : ใช้โลหะผสมเพื่อให้ได้สีเหมือนทองหรือเงินแท้ในราคาที่ถูกลงมาก (นิยมใช้ในงานของพรีเมียมจำนวนมาก)
2. การลงสี
การลงสีแบบ Enamel (อีนาเมล) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “การลงยา” คือการนำวัสดุประเภทแก้ว เซรามิค หรือเรซิ่น มาเคลือบบนพื้นผิว (ส่วนใหญ่มักเป็นโลหะ) เพื่อสร้างสีสันและความทนทาน โดยสามารถแบ่งรายละเอียดตามลักษณะวัสดุและวิธีการทำได้เป็น 3หมวดหลัก ดังนี้
- การลงยาแบบใช้ความร้อน (Hot Enamel)
เป็นเทคนิคดั้งเดิมที่ใช้ความร้อนสูงในการหลอมละลายผงสีให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับพื้นผิว ใช้ผงสีที่เป็นผลึกแก้วหรือเซรามิคบดละเอียด นิยมใช้ในงานเครื่องประดับชั้นสูง หรืองานศิลปะโบราณ ผิวสัมผัสมีความเงางามเหมือนแก้ว ทนทานต่อรอยขีดข่วนและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดีมาก
- การลงยาแบบไม่ใช้ความร้อน หรือ ยาเย็น (Cold Enamel / Infill)
เป็นที่นิยมในงานสมัยใหม่ งานโมเดล (เช่น กันพลา) หรืองานของที่ระลึก เพราะทำได้ง่ายกว่าและไม่ต้องใช้อุปกรณ์ทำความร้อนสูง มีประเภทสีให้เลือกหลากหลาย เช่น สีทึบ, สีใส, สีมุก, สีกริตเตอร์ หรือสีสะท้อนแสง โดยใช้อีพ็อกซี่เรซิ่น (Epoxy Resin) ผสมกับแม่สี หรือใช้ สีสูตรน้ำมัน (Enamel Paint) ที่มีคุณสมบัติแห้งตัวช้าและไหลตัวได้ดี
3.การเคลือบผิวด้วยสีตาม Pantone (Coating)
วิธีนี้เหมาะกับงานที่ต้องการสีเจาะจงตามแบรนด์ หรือสีที่ไม่ใช่โทนโลหะธรรมชาติ โดยมี 3 แบบ ให้เลือกดังนี้ค่ะ
- การการพ่นสีฝุ่น (Powder Coating) : ใช้ผงสีพ่นแล้วนำไปอบด้วยความร้อน ให้สีที่หนา ทนทานต่อการขีดข่วน และเลือกสีตาม Pantone ได้แม่นยำ
- การเคลือบสีด้วยไฟฟ้า (E-Coating): ให้ชั้นสีที่บางและสม่ำเสมอทั่วทั้งชิ้นงาน แม้ในซอกมุมที่เข้าถึงยาก
- การย้อมสี (Anodizing) : นิยมใช้กับพวงกุญแจอลูมิเนียม เพื่อสร้างชั้นฟิล์มสีที่ติดแน่นไปกับเนื้อโลหะ ไม่หลุดลอก
เป็นไงบ้างค่ะสำหรับข้อมูลของการทำสีของพวงกุญแจที่ผู้เขียนบทความได้สรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายกันค่ะ แต่หากลูกค้าต้องการหาพวงกุญแจโลโหะทำของพรีเมี่ยม สินค้าพรีเมี่ยม ของแจกในองค์กร ของที่ระลึกองค์กร
บริษัท พรีเมี่ยมส์ ลินเนจ บูม จำกัด โรงงานรับผลิตพวงกุญแจมีทั้งแบบยางหยอด อะคริลิค และแบบโลหะให้ลูกค้าเลือก สั่งทำเป็นรูปทรงโลโก้ หรือสัญลักษณ์ ตามแบบที่ต้องการได้ หากลูกค้ายังไม่สามารถเลือกสีได้ ยังไม่มีแบบ เรามีทีมให้คำปรึกษาฟรี!! พร้อมออกแบบให้ฟรี!! 💻
สนใจติดต่อสอบถาม บริษัท พรีเมี่ยมส์ ลินเนจ บูม จำกัด
💙 โทร : 02 428 8999
💙 Line : @PremiumS.co.th



